iTopPlus765021783962

บ้านมีหลายชั้น ต้องใช้การส่งน้ำแบบไหนดี

ระบบการจ่ายน้ำแบ่งได้เป็น 2ประเภทหลัก ๆ คือ
ระบบจ่ายน้ำขึ้น (feed up) และระบบจ่ายน้ำลง (feed down)
ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึง ระบบจ่ายน้ำขึ้น คือ การที่ท่อหลักจะมาจากชั้นล่างสุดโดยจ่ายน้ำให้ชั้นล่างสุดก่อน แล้วจึงจ่ายน้ำให้ชั้นสอง ชั้นสาม

สูงขึ้นไปตามลำดับชั้นบนสุดจะได้น้ำเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งเราจะยกตัวอย่างกับอาคารเล็กๆที่มีจำนวนชั้นไม่เยอะ เช่นบ้านพักอาศัย 2 ถึง 3ชั้น

ซึ่งระบบการจ่ายน้ำขึ้นนั้นแบ่งเป็น 

1. การจ่ายน้ำตรงจากท่อของการประปาเลย 

โดยเราขอสมมติว่า ต้องการส่งน้ำขึ้นสูง 3 ชั้น ประเมินแบบคร่าวๆโดย บ้านแต่ละชั้นมีความสูงประมาณ 3 เมตร และ ท่อน้ำหลักอยู่ใต้ดิน

ของบ้านเราลึกลงไปประมาณ 50 เซนติเมตร ( ถ้าใครมีแบบก็ลองประเมินจากแบบ ) นั่นแปลว่า น้ำต้องถูกส่งขึ้นไปใช้งานที่ชั้นสูงสุดที่ชั้น

สาม โดยมีความสูงรวมเท่ากับ ครึ่งเมตรที่ชั้นใต้ดิน บวก 2 เมตรที่ผ่านชั้นหนึ่ง บวก 3 เมตรที่ผ่านชั้นสอง และบวกกับประมาณ 2 เมตรที่จุด

ใช้งานที่ชั้นสาม  รวมแล้วเท่ากับประมาณ 8.5 เมตร ที่น้ำต้องถูกปั๊มขึ้นไป เราสามารถแปลงหน่วยเมตรน้ำให้เป็นหน่วยของความดันที่นิยม

ใช้งานกัน คือ บาร์ (bar) ได้ง่าย ๆ โดยการประมาณว่า 10 เมตรน้ำ เท่ากับ 1 bar ดังนั้นเฮดในการปั๊มน้ำจากท่อประปาจนไปถึงจุดใช้งานที่

ชั้นสาม คือ 0.85 bar ซึ่งจริงแล้ว เรายังต้องคำนวณความสูญเสียที่เกิดจากความเสียดทาน (friction loss) ในท่อนั้น ซึ่งเราต้องรู้รายละเอียด

ทั้งหมดของระบบท่อ ไม่ว่าจะเป็น ขนาดท่อ ความยาวที่วิ่งไปจำนวนข้อต่อ ข้องอ ข้อลด ข้อแยกต่าง ๆ มากมาย แต่สำหรับระบบการจ่ายน้ำใน

บ้านพักอาศัยจะง่ายกว่านั้น เพราะการคำนวณแบบละเอียดนั้น จะเอาไว้ใช้ในงานที่ต้องการความละเอียดเช่น การออกแบบระบบท่อโรงงาน

อุตสาหกรรมหรือท่อโรงกลั่น เป็นต้น ซึ่งต้องคำนวณกันจริงจัง ส่วนมากเราก็จะใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จรูปช่วย
ซึ่งวิธีการที่ใช้ในการประมาณ friction loss ในท่อ สำหรับระบบการจ่ายน้ำในบ้านพักอาศัยแบบง่าย ๆ คือ ประมาณเป็นเปอร์เซ็นต์ไปเลย 
เป็นการประมาณแบบเหมา ๆ ตัวเลขที่ใช้ในการประมาณแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปนะครับ ผมมักจะใช้ตัวเลข 30% ครับ เช่น บ้านสามชั้น

ของเราต้องการเฮดตามความสูงเท่ากับ 0.85 bar ดังนั้นผมก็เผื่อไว้สำหรับ friction loss ไปอีก 30% จะได้เท่ากับ 1.3 x 0.85 = 1.105

หรือประมาณ 1.1 bar แต่เรายังต้องรวมความดันปลายท่อเข้าไปอีก 1 bar ด้วย น้ำที่ปลายทางจะได้ไหลออกมาให้เราใช้งานได้เต็มที่ เพื่อให้

น้ำมีความแรงพอที่จะใช้งานและต่อเข้ากับสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ ดังนั้นเฮดรวม ที่ต้องการเพื่อใช้น้ำสามารถส่งขึ้นไป ณ จุดใช้งานที่ชั้นสูงสุด โดย

คิดรวมความสูญเสียในท่อ และความดันที่จุดใช้งานก็จะได้เท่ากับ 2.1 bar นั่นเอง

โดยปรกติแล้ว ความดันของน้ำในท่อประปามีมาตรฐานอยู่แล้วว่าต้องมีความดันไม่ต่ำกว่า 2 bar นั่นแปลว่าสำหรับบ้านสามชั้นทั่วไป
เราสามารถต่อน้ำจากท่อประปาที่ผ่านหน้าบ้านเราได้เลย ความดันในท่อจะเพียงพอ สำหรับใช้งานบ้านสามชั้นได้ แต่บางครั้ง น้ำประปาขัดข้อง หรือความดันตกลงไป เราจึงต้องมีการติดตั้งปั๊มน้ำเข้าไปเพื่อประสิทธิภาพที่คงที่

2. แบบจ่ายผ่านปั๊มน้ำของตัวบ้านเอง
ลักษณะการจ่ายน้ำจะเหมือนแบบแรก แต่ระหว่างท่อประปาก่อนเข้าบ้านจะมีอุปกรณ์เพิ่มนิดหน่อยซึ่งเราจำเป็นต้องมี
- ถังพักน้ำ ซึ่งในถังจะมี มีวาล์วปิด เปิดอยู่ เรียกว่า “วาล์วลูกลอย (float valve)”ถ้าน้ำลดวาล์วก็เปิด ถ้าน้ำเต็ม วาล์วก็ปิด ถ้าน้ำล้นก็แปลว่าวาล์วเสีย
- ปั๊มน้ำ เพื่อปั๊มน้ำจากถังเก็บน้ำเพื่อจ่ายเข้าไปใช้งานในบ้าน

การใช้น้ำโดยทั่วไปของคนเรา โดยปรกติแล้วก็จะไม่ได้ใช้น้ำอยู่ตลอดเวลา เปิดแป๊บเดียว ล้างมือแป๊บเดียว กดส้วมหนึ่งที จัดหนักหน่อยก็

กดหลายๆที ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มต้องทำงานแบบเดิน ๆ หยุด ๆ ซึ่งจะทำให้ปั๊มพังเร็วและเปลืองค่าไฟแล้ว จะต้องติดตั้งถังเก็บความดัน

(accumulate tank)เพิ่มเข้าไป ซึ่งการทำงานก็ง่าย ๆ ครับ ปั๊มจะปั๊มน้ำไปเก็บไว้ในถังความดัน เมื่อถึงความดันที่ตั้งค่าเอาไว้ปั๊มจะหยุด

ทำงาน พอเราใช้น้ำ เช่น เปิดน้ำล้างมือ กดส้วม ก็จะเป็นการใช้ น้ำจากถังความดันไปก่อน เมื่อใช้น้ำไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ ครั้ง หรือเปิดน้ำไว้

นาน ๆ ความดันในถังความดันก็จะตกลง พอถึงค่าหนึ่งที่ตั้งไว้ปั๊มก็จะทำงานเพื่อเติมน้ำ เข้าไปในถังความดันอีก ดังนั้นการมีถังความดันจะ

ช่วยให้ปั๊มได้ทำงานอย่างต่อเนื่องและพักนานขึ้นนั่นเอง

จากเนื้อหาบทความที่กล่าวถึงไปหวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านได้ระดับหนึ่ง หากท่านผู้อ่านสนใจและ ต้องการซื้อสินค้าหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับปั้มน้ำ   สามารถติดต่อสอบถามได้